สงครามฝิ่น ! ประวัติศาสตร์จีน (ค.ศ. 1839-1842)

แชร์สักนิด สะกิดก็ยังดี !!Share on FacebookShare on Google+Tweet about this on TwitterBuffer this pageEmail this to someone

 

ระหว่างศรรตวรรษที่ 18 เครื่องดื่มชา เป็นเครื่องดื่มชนิดใหม่สำหรับโลกตะวันตกเป็นที่ต้องการอย่างมากในตลาดยุโรปและอเมริกาในขณะเดียวกัน ความต้องการผ้าไหมจีนและเครื่องปั้นดินเผา ก็มีความต้องการอย่างต่อเนื่องด้วย แต่ประเทศจีนซึ่งยังมีกำลังผลิตไม่พอต่อความต้องการ จึงทำให้พ่อค้าตะวันตก ส่วนใหญ่เป็นชาวอังกฤษเกิดความไม่พอใจ เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ชาวอังกฤกจึงหาวิธีใหม่โดยการนำ สินค้าไปแลกเปลี่ยนกับวัตถุดิบในประเทศอินเดียและประเทศแถบเอเชียอาคเนย์ แล้วนำวัตถุดิบมาผลิตเป็นสินค้ากึ่งสำเร็จรูปไปขายในกว่างโจวต้นศรรตวรรษที่ 19 ฝ้ายดิบและฝิ่นดิบจึงเป็นสินค้าหลักที่นำเข้าสู่กว่างโจว แต่เนื่องจากประเทศจีนมีกฏหมายห้ามนำเข้าฝิ่น ทางอังกฤกจึงนำเข้าอย่างลับ ๆ โดยผ่านพ่อค้าจีนบางคนที่เห็นแก่ได้หรือผ่านข้าราชการที่โกงกิน

หลังจากรัฐบาลชิงล้มเหลวในการรณณรงค์ต่อต้านฝิ่น จึงได้แต่งตั้งหลินเจ๋อสวี (ค.ศ. 1785-1850) ไปกว่างโจวเพื่อปราบปรามเส้นทางลำเลียงฝิ่น  หลินประกาศให้ผู้ที่ครอบครองฝิ่นให้เอาออกมามอบให้ทางการภายในสามวัน เมื่อพ้นกำหนดจึงได้เข้ายึดคลังสต๊อกฝิ่นของพ่อค้าคนจีน และเข้าล้อมชุมชนชาวต่างชาติเพื่อเข้ายึดฝิ่นของชาวอังกฤษจำนวนถึง 20,000 ลังและเผาทิ้งทั้งหมด ชาวอังกฤกไม่พอใจอย่างมาก  รัฐบาลอังกฤกจึงส่งเรือรบ 40 ลำ พร้อมด้วยกำลังทหารกว่า 4000 นายเข้าตีประเทศจีนจากปากอ่าวจูเจียง

จากการที่รัฐบาลชิงไม่ได้เตรียมการสำหรับสงคราม และประเมินกำลังฝ่ายตรงข้ามต่ำเกินไป รัฐบาลชิงจึงพ่ายแพ้ และถูกบังคับเซ็นสนธิสัญญาหนานจิง  ในปี 1842 ซึ่งเซ็นบนเรือรบของอังกฤษ บังคับให้รัฐบาลจีนยกเกาะฮ่องกงให้กับอังกฤษบังคับให้เปิดเมืองท่า 5 แห่งให้กับอังกฤษ ให้เก็บภาษีเพียง 5เปอร์เซ็น ให้สิทธิสภาพนอกอาณาเขตให้กับอังกฤษและชดใช้ค่าปฏิกรรมสงคราม และยังบังคับให้เปิดช่องให้สิทธิพิเศษแก่อังกฤษ  ถ้าหากจีนให้สิทธิพิเศษใด ๆ แก่ประเทศอื่นในขณะนั้นหรือในอนาคต จะต้องให้แก่อังกฤษด้วย  สนธิสัญญานี้ชาวจีนเรียกว่า ความอัปยศแห่งชาติ และเป็นเหตุนำสู่การสงคราม การรุกราน

แชร์สักนิด สะกิดก็ยังดี !!Share on FacebookShare on Google+Tweet about this on TwitterBuffer this pageEmail this to someone